เลือกคัดลอกโอวาทของพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมฺชโย ที่ท่านสอนในโรงเรียนอนุบาลฝันในฝ้นวิทยาจากหนังสือยิ่งยากก็ยิ่งง่าย เฉพาะบทที่ชอบมาไว้อ่าน
โอวาท วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2557
" ใจใสใจสบายทำอะไรก็สำเร็จ ถ้าใจมาอยู่ฐานที่เจ็ด ทำอะไรก็สำเร็จ อย่างสบาย เพราะใจใสใจสบาย เป็นใจที่ปลอดกังวล ในเรื่องราวต่างๆ เป็นใจที่หยุดนิ่ง เป็นใจที่บริสุทธิ์มีอนุภาพมาก ทำอะไรก็สำเร็จอย่างง่ายๆ "
โอวาท วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2557
" ตื่นนอนขึ้นมาทุกวัน เราต้องเอาใจจรดไว้ที่ศูนย์กลางกายนิ่งๆๆจะได้เป็นนิสัย ฝึกให้เป็นอัตโนมัติใจจะได้ชุ่มๆอยู่ในบุญ กิเลสต่างๆจะไม่ได้ช่อง ทำให้ใจขุ่นมัว และจะได้รับบุญเบิกบานตลอดวัน"
นี้เป็นโอวาทที่หลวงพ่อธัมมฺชโยท่านสอนลูกๆ อยู่บ่อยๆ ท่านไม่ได้สอนอย่างเดียว แต่ท่านทำให้ดูด้วย
ตัวฉันเองก็พยามทำตามที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อสอน โดยการฝึกบ่อยๆๆ ถ้าจะถามว่า ฝึกอย่างไร วิธีปฏิบัติแต่ละท่านอาจไม่เหมือนกัน ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมา ตัวฉันเองจะฝึกทำให้ใจให้ใสๆดังนี้
1. ต้องนั่งสมาธิทุกวัน อย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง โดยแบ่งเวลานั่งก่อนนอน และหลังจากตื่นนอนตอนเช้า การนั่งสามาธิ เป็นการฝึกใจของเราให้หยุดคิด หัดปล่อยวางความคิดในเรื่่องต่างๆ ตอนฝึกใหม่ๆ ใจเราอาจหยุดคิดไม่ได้ แต่พอฝึกมากๆ ใจจะคุ้น และก็นั่งสมาธิได้นานขึ้น เมื่อนั่งได้นานเราก็เพิ่มชั่วโมงนั่งเป็นวันละ 2- 4 ชั่้วโมง ได้ ก็ยิ่งเจ๋ง ถ้าวันหนึ่งนั่งได้ 4 ชั่วโมง ใจจะใสได้ง่ายๆ
ถ้าถามว่านั่งวิธีไหน ต้องตอบว่าวิธีไหนก็ได้ จะภาวนาพุทโธ หรือสัมมาอะระหังก็ได้ แต่สำคัญที่การวางใจ คือต้่องวางใจไว้ที่ศููนย์กลางกายฐานที่ เจ็ด ซึ่งนี้เป็นวิธีที่ลัด และตรง เหมือนเราเดินทางลัด จะไปถึงได้เร็ว เคยมีเพื่อนเล่าให้ฟังว่าเขาฝึกสมาธิมานานมากเป็นเวลาเกือบ 12 ปี แต่ไม่เคยมีประสบการณ์อะไร เมื่อมานั่งสามาธิตามแนววิชชาธรรมกาย คือได้มารู้จักศูนย์กลางกาย วางใจเป็น เขาก็เข้าถึงความสว่าง และมีความสุข
2. ในขณะที่เราทำงานประจำวันไม่ว่าจะล้างหน้าแปรงฟัน เราก็เอาใจเรานึกถึงแต่องค์พระใสๆ หรือภาวนาสัมมาอะระหังไปด้วย เมื่อเราต้องมาคิดเรื่องงาน หรือเรื่องที่เราต้องทำ เราก็คิดที่่ในกลางองค์พระ ใหม่ๆทำไม่เป็น ต้องฝึกบ่อยๆเราจะฝึกโดยการลองนึกถึงศูนย์กลางกายก่อน แล้วก็คิดเรื่องงานให้เป็นภาพในกลางท้อง
และเวลาคิดเรื่องงาน หรือเรื่องใดๆก็ตาม คิดจบ ก็หยุดคิดเลย เอาใจกลับมานึกถึงองค์พระใสๆๆต่อ บางเรื่องคิดแล้วไม่ยอมจบ เพราะตัดสินใจไม่ได้ ฉันก็จะหยุดคิดเช่นกัน หันกลับมาเอาใจนึกถึงองค์พระใสๆ หรือภาวนาสัมมาอะระหัง
ครั้นเมื่อถึงเวลาทำเรื่องนั้น เรื่องที่ยังไม่ตัดสินใจ แต่ต้องทำแล้ว เราก็ตัดสินใจตอนนั้นทำไปเลย ซึ้งเป็นเรื่่องแปลกที่การตัดสินใจนั้นจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องทุกครั้ง ไม่เคยมีเหตุการณ์ที่ว่า "โถ เราไม่น่าทำอย่างนั้นเลย "
3 .เมื่อเราได้ยินได้ฟัง ได้เห็น เรื่องที่มากระทบใจ ให้ขุ่นมัว หรือ ทำให้เราไม่พอใจ เรารีบหยุดคิดเรื่องนั้น ให้รีบเอาใจนึกถึงองค์พระใสๆ หรือรีบภาวนาสัมมาอะระหัง แล้วทำงานของเราต่อไป ที่สำคัญให้ระวังคำพูดของเราก่อน คืออย่าไปพูดอะไรขณะที่เราไม่พอใจ หยุดสักนิด เอาใจนึกองค์พระก่อน ถ้าพูดไป คำพูดเราจะทำร้ายคนอื่น แล้วเราจะเสียใจ คิดมาากขึ้นไปอีก
และถ้าหนักมากๆ ต้องหลบไปนั่งหลับตาทำสมาธิเลย เพราะบางเหตุการณ์ หรือบางคนถ้าเรายังเห็นหน้าเขาอยู่เราจะหยุดได้ยาก ก็เรายังเป็นเด็กนักเรียนอนุบาล ยังไม่เก่งพอที่จะเผชิญหน้าได้ด้วยความสงบ และใจใสได้ทุกเรื่อง
4.ต้องทำความดีเบื้องต้นไปด้วย เพื่อทำให้ใจเราปลื้ม ความดีเบื้องต้นที่ทำได้ง่ายๆ คือ ทำทาน และรักษาศีล
พูดถึงการทำทาน ไม่ได้หมายถึงการให้เงิน ให้วัตถุสิ่งของ แต่เพียงอย่างเดียว แต่เราสามารถทำทานด้วยการใช้กำลังกายของเราช่วยเหลือผู้อืนก็ได้ หรือการให้คำแนะนำดีๆ แก่คนที่่เขาต้องการ หรือแม้แต่การให้กำลังใจคนอื่น พูดชม เชียร์ให้เขาดีใจ แค่นี้ก็เป็นการทำทานาอย่างหนึ่ง ส่วนการรักษาศีลนั้นเป็นการควบคุมการกระทำของเรา เบื้องต้นคือศีล 5 เราต้องทำให้ได้ ถ้าเราทำได้ คิดถึงทีไร ใจเราจะปลื้ม และใจเราจะมีกำลังมากขึ้น เมื่อใจเรามีกำลังมากขึ้นเราก็ฝึกรักษาศีล 8 ซึ่งจะช่วยให้เราฝึกหัดตัดใจจากสิ่งที่มายั่วยุได้มากขึ้น เพราะศีล 8 เราทานอาหารเย็นไม่ได้ เราต้องตัดใจ เรื่องกินไปแล้วเรื่องหนึ่ง "--------" เราแต่งหน้าไม่ได้ ดูหนังไม่ได้ นี้ก็ช่วยฝึกให้เราหัดตัดใจ หัดปล่อยวาง
4 ข้อนี้คือบทสรุปสำหรับตัวฉันเองในการฝึกทำใจให้ใสๆๆ ให้ใจอยู่ที่ฐานที่เจ็ดได้บ่อยๆ
และฉันก็ได้ข้อคิดอีกอย่างคือ ทาน ศีล และภาวนา เป็นสิ่งที่ต้องทำไปพร้อมกัน และเป็น Cycle ที่ทำแล้วเกื้อกูลกัน จะช่วยให้มีการพัฒนาไปในระดับสูงยิ่งๆขึ้นไป คือทำทานก็ทำได้ในระดับอุปบารมี ถึงปรมัตถบารมีได้ พูดง่ายๆ คือ ให้ทานได้มากขึ้นเรื่อยๆจนถึงขั้นที่แม้แต่ สิ่งที่เรารักมาก เราก็สละให้เป็นทานได้ ไม่มีความตระหนี่เลย ซึ่งถ้าเราทำทานอย่างเดียวไม่นั่งสมาธิ ใจจะไม่มีกำลังมากพอที่จะทำให้ถึงขั้นสละสิ่งอันเป็นที่รักได้
และถ้าไม่นั่งสมาธิ จะรักษาศีลให้ยิ่งๆขึ้นไปขนาดว่ายอมตายไม่ยอมให้ศีลขาดนั้น คงทำไม่ได้
เช่นกัน ถ้ารักษาศีลไม่ได้จะนั่งสมาธิให้เข้าถึงความสว่างภายใน หรือแม้แต่จะให้ใจาหยุดระดับต้นๆยังเป็นไปได้ยากเลย

สาธุค่ะ
ตอบลบสาธุค่ะ
ตอบลบสาธุค่ะ
ตอบลบสาธุค่ะ
ตอบลบ