วันพุธที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2559

เกิดมาทำไม

       ก่อนฉันเข้าวัดพระธรรมกาย  ฉันเคยถามตัวเองบ่อยๆ ว่า  " คนเรานี้เกิดมาทำไมนะ"  


คำถามนี้ผุดขึ้นมาเมื่อฉันเรียนจบจากมหาวิทยาลัย และหางานทำได้แล้ว  ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิด
เพราะวัยเด็กก็เล่นซนตามประสาเด็ก และมองเห็นสิ่งที่เป็นปกติว่า เราต้องโตเป็นผู้ใหญ่  แล้วต้องทำงานอย่างผู้ใหญ่ให้ได้ 

วัยเด็ก ประถม - มัธยมต้น   ขยันเรียน ขยันเล่น เรียนดี กีฬาเก่ง เป็นหัวหน้าห้องตลอด  ได้รางวัลขวัญใจนักเรียน

มัธยมปลายเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย  เรียนๆๆ เครียดๆๆ พักบ้านญาติสุภาษิตว่า  "อยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย   ปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น"   ไม่มีลูกท่าน เราต้องทำงานบ้านให้ท่านทุกอย่าง

    ไปโรงเรียนเพื่อนๆๆ คุยกัน "วันนี้ได้โจทย์ที่รร.เสริมหลักสูตรเธอทำได้มั๊ย"  นี้ๆๆ เทคนิคทำข้อสอบต้อง.....
เพื่อนๆเรียนพิเศษ  มาคุยกันในห้องเราไม่รู้เรื่องเลย  หนีเข้าห้องสมุด  คิดอยากฆ่าตัวตาย   เพราะที่บ้านไม่มีเงินพอให้ไปเรียนพิเศษ
สอบเข้าไม่ได้ อายเพื่อนๆๆ  แต่คิดถึงแม่ที่เลี้ยงเรามา  กว่าจะโต และเป็นความหวังให้ แม่ภูมิใจ

            ทำใจ คิดใหม่  เราเอาแค่ในตำราที่อาจารย์สอนให้เข้าใจให้ได้หมด ดูหนังสือให้จำได้เกือบทุกหน้า
เลือกมหาลัย และเลือกเรียนในคณะที่คนเก่งๆๆ เขาไม่นิยมกัน 
ประเภทจุฬาฯ  ธรรมศาสตร์ ไม่ต้องเลือกให้เสียอันดับ

           เลือกม. เกษตร  ม.เชียงใหม่  ม.ขอนแก่น  ไม่ติดให้รู้ไป
ผลสอบเข้ามหาวิทยาลัย  เราติดม.เกษตร บางเขน  ดีใจมากๆๆ ต่อไปนี้ชีวิตอิสระเสรี เหนืออื่นใด

                     เข้าไปเป็นน้องใหม่ ฉันไปสมัครทุกชมรมในม.เกษตร ชมรมพุทธฯก็ไป  แต่พอไปลองหลายๆที่  ชมรมค่ายอาสาพัฒนาฯ  ชอบสุด ได้ไปทำงานสร้างโรงเรียนในที่ทุรกันดารที่เราไม่เคยไป  สนุก ได้ประโยชน์ ท้าท้าย    ทุ่มเทให้งานที่ชมรม  จนเรียนจบแค่พอผ่าน     
         เรียนจบ หางานทำ อะไรก็ได้ให้ฉันมีงานทำ   ครั้งแรกงานลูกจ้างชั่วคราวที่สถานีวิจัยอ้อยจ.ชัยนาท
งานที่สอง  รับราชการอาจารย์ประจำวิทยาลัยเกษตรกรราม จ. ยโสธร
เริ่มถามตัวเอง   "คนเราเกิดมาทำไม" เพราะดูๆ ไป ชีวิตนี้มันน่าเบื่อ เช้า ไปทำงาน เย็นกลับบ้าน  เป็นอย่างนี้ทุกวัน  ว่างๆ ก็ไปเที่ยว 


          ถามตัวเองบ่อย ๆ และลองตอบตัวเองว่า เพื่อหาเงิน ให้รวย เป็นมหาเศรษฐี หาเงินแล้วเอาไปไหน  ไปเที่ยว กิน เล่น  เงินหมดก็หาใหม่ ถ้ารวย แล้ว จะได้อะไร     แบบนี้ม้นก็ไม่น่าจะใช่นะ เพราะเวลาหาเงินก็เหนื่อย  ม้นจะเหนื่อยเพื่ออะไร  เพื่อเอาเงินมา กิน มาเที่ยว  เล่น  แล้วชีวิตก็หมดไปวันๆๆ  แล้วก็ตายไป

คนเราเกิดมาทำไม?  ถามตัวเองอีก
ตอบ   เกิดมามีงานทำเลี้ยงตัวเองได้แล้วก็ต้องมีครอบครัว  มีทำไม?  เพราะเคยเห็นครอบครัวแต่ละครอบครัว  ตั้งแต่พ่อ แม่ของเรา  ญาติ เพื่อนบ้าน ไม่เห็นครอบครัวไหนไม่เคยทะเลาะกันเลย
ไม่เห็นมีครอบครัวไหนไม่ดิ้นริ้น หากิน เหน็ดเหนื่อย และก็เป็นทุกข์

คนเราเกิดมาทำไม ? ถามคนอื่น  
คำตอบ  ไม่รู้สิ  ถามทำไม ไอ้นี้ถ้าจะบ้า

    เมื่อไม่รู้คำตอบ  ก็ปล่อยชีวิตไปเรื่อยๆ ทำงาน เที่ยว เล่น กิน  จากเด็กๆ พ่อแม่สอน อย่าไปกินเหล้า   เป็นเด็กดีนะ  เราก็ทำได้  
     พอเป็นผู้ใหญ่ เริ่มคิด ตอนเด็กใช้เงินพ่อแม่ เราก็ต้องทำตามท่าน
โตแล้วใช้เงินตัวเอง ทำตามใจตัวเอง อยากเที่ยว เที่ยว   อยากกิน   กิน อยากดื่ม  ดื่ม
แต่งงานหรือ?  โง่ตายเลย  หาเรื่องใส่ตัว ต้องดูแลคนอื่น ดูแลลูก  

      เมื่อตอนเรียนในมหาวิทยาลัย มีอุดมการณ์ ว่าต้องช่วยสังคม
ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ ซื่อตรง ไม่มีการคอร์รับชั่นเด็ดขาด ต้องขยัน ทำงานให้ดีที่สุด

          เจอของจริงในที่ทำงาน  เราขยัน   ก็มีคนมาว่า "ขยันไปทำไม ?   เงินเดือนก็เท่าเดิม"
ซื่อสัตย์หรือ  โง่ตาย เขาทำกันทั้งนีั้น  เราไม่เอา คนอื่นก็เอา  ไปด้วยกันก็ต้องทำเหมือนกัน อย่าเป็นจระเข้ขวางคลอง

โอ้ชีวิต !  เกิดมาทำไมนะ ? เคยภูมิใจในตนเอง ตอนนี้  "ฉันจะยังเป็นคนดีได้มั๊ย"


 ปี 2527  ลาออกจากการเป็นข้าราชการครู เพราะอยากหาอะไรที่ดีกว่านี้ หาคำตอบให้ได้ ว่าคนเราเกิดมาทำ

   ได้มาทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวต่อที่กรมประมง เพื่อหาช่องทางเรียนต่อ

        แต่  ณ ที่นี้  มีโครงการอบรมจริยธรรมให้ข้าราชการ
ไปอบรมที่วัดพระธรรมกาย   6 วัน ให้มีชุดขาวไปเท่านั้น  ใครไปก็ได้ ไม่ไปก็ได้   ถ้าไป ก็ไม่ถือว่าขาดงาน  ไม่ไปก็ทำงานปกติ

ไม่ไป? ขี้เกียจหาชุดขาว
รุ่นพี่ที่เครพ  : "ไปเถอะนะ เชื่อพี่สักครั้ง "
ไปก็ได้ เราลูกเกษตรเชื่อฟังรุ่นพี่

           ไปถึงวัดพระธรรมกาย  โอ!!!!   วัดอะไรไม่เห็นมีโบสถ์ ( ลงที่บริเวณพื้นที่โล่ง ไม่ใช้ในวัด )มีแต่เต็นยักย์ ( เต้นท์ใหญ่มาก ไม่เคยเห็น เลยเรียกเต้นท์ยักษ์)   มีหลังเดียวท่ามกลางพื้นที่โล่งเป็นลูกรังสีแดงๆๆ  ทึ่งนิดๆ คิดว่า  "เจ้าอาวาสวัดนี้ทำไม?  ใจใหญ่จัง "
       ต้องเป็นนักพัฒนาแน่นอน   แล้วเขาให้ทุกคนปักกลอดนอนในเต้นท์นั้นเอง   อยู่ดีไม่ว่าดี นอนอยู่บ้านสบายไม่ชอบ  หาเรื่องมาลำบาก  แต่มาแล้วกลับไม่ได้  ปลอบใจตัวเอง น่าจะมีอะไรดีๆๆ

      กิจวัตรตอนอบรมโดยรวมๆ คือ ตื่น   4.30 น.   ประมาณตี 5 มีพระอาจารย์มาสอนให้นั่งสมาธิ   
    เพิ่งรู้จักวิธีนั่งสมาธิครั้งแรก  รู้สึกชอบมาก ใจสงบ  และก็มีพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตฺชีโวมาเทศน์สอนหลายเรื่อง แต่ที่ประทับใจมากคือ  ท่านสอนเรื่อง คนดีที่่โลกต้องการ  ( เราอยากเป็นคนดี )
           
       และพาพวกเราเดินชมทั่วบริเวณวัด     ได้เห็นบริเวณวัด เห็นโบสถ์ โอโฮ้!   วัดนี้น่าอยู่มาก ร่มรื่น สะอาดมากๆๆ  สะอาดจนอยากเดิถอดรองเท้าเดิน  โบสถ์ก็เรียบง่าย  ดูมีสไตล์ ไฮคลาสมากๆๆ  ชอบๆๆ
    
            และประทับใจหลวงพ่อทัตตฺชีโวมาก  การที่ท่านพาเดินรอบวัด196  ไร่  ลองเดินดูจะรู้ว่าเหนื่อยแค่ไหนสำหรับคนอายุเกิน 40
 ท่านเดินอย่างกระชับกระเชง ทั้งเดิน ทั้งชี้ให้ดูสถานที่ว่า มีความเป็นมาอย่างไร  ทำไมต้องสร้างอย่างนี้ ทั้งเดิน ทั้งพูด  แต่ท่านไม่มีอาการเหน็ดเหนื่อยเลย    เราเองเหนื่อยมาก

                ทำให้เห็นถึงจิตใจที่่ยิ่งใหญ่ของท่าน  เห็นความจริงใจ ความปราถนาดี ที่อยากให้เราได้ความรู้  ได้เข้าใจธรรมะในพระพุทธศาสนาที่แท้จริง    

                   และที่สำคัญ  ท่านให้คำตอบโดยที่เราไม่ต้องถามเลย  
เหมือนท่านรู้ใจ
            คนเราเกิดมาทำไม ? หลวงพ่อยกคำถามให้ และตอบเรา  ณ เวลานั้นว่า คนเราเกิดมาเพื่อมาสร้างความดี มาฝึกนิสัยดีๆ  เอากิเลสในตัวเราออกไป  ท่านให้คำตอบตามระดับความรู้ ความเข้าใจของคนที่เพิ่งเข้าวัดครั้งแรก

       เมื่อได้คำตอบนี้  ทำให้รู้สึกว่าชีวิตต่อจากนี้ของเราจะไม่ล่องลอยสเปะสปะ เหมือนเศษะสวะที่ลอยไปตามกระแสน้ำ  แต่เรามีเป้าหมายชีวิต  แล้วชีวิตเราก็เปลี่ยนไป   
        จากที่เคยเที่ยวเตร่ในวันหยุด และเบื่อชีวิตที่ซ้ำซากจำเจ  เราก็มีความสุข กับการทำงาน และเมื่อถึงวันอาทิตย์ ก็ทำอาหารใส่ปิ่นโต ไปวัดพระธรรมกาย ไปนั่งสมาธิ ฝึกรักษาศีล 8 ฟังธรรมะ รู้สึกว่าชีวิตที่เกิดมามีคุณค่า 


           และตอนนี้นอกจากเรารู้ว่า  คนเราเกิดมาทำไม  เรายังมีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน  แต่เป้าหมายชีวิตเรา คืออะไร ? และเป้าหมายชีวิตของคุณละ คืออะไร  














ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น